คณะบริหารธุรกิจในข่าวและสื่อ

    ใครที่รู้ว่าความฝันของตนเองคืออะไรถือเป็นคนโชคดี แต่คนที่ได้ลงมือทำตามความฝันของตนเองแล้วนั้น ถือเป็นคนที่โชคดียิ่งกว่า ในวันนี้ โครงการตั้งไข่ธุรกิจ (EGG Project) ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อต้องการให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการจัดการธุรกิจ อีกทั้งเสริมสร้างประสบการณ์และแนวคิดสร้างสรรค์ทางด้านการตลาด เสริมสร้างความสามัคคีในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น สร้างทีมและบริหารทีมให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งฝึกการตัดสินใจทางธุรกิจ และเป็นก้าวสำคัญสำหรับการบ่มเพาะนักธุรกิจรุ่นเยาว์ในอนาคต

2013 EggProject-01

โครงการตั้งไข่ธุรกิจ (EGG Project) ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

     ล่าสุด Life On Campus ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาโครงการตั้งไข่ธุรกิจ (EGG Project) รุ่นที่ 2ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมออกร้านค้า ในวันรับปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2555 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อทดลองทำธุรกิจจริงจากประสบการณ์จริง และมีการเปิดตัวธุรกิจจำลอง(Dummy Company) ของ EGG Man รุ่น 1 ที่กำลังจะฟักเป็นเจ้าของธุรกิจในอนาคต

2013 EggProject-02
นายนพวิชญ์ ภู่ขำ "เสี่ยน้อย" ธุรกิจมะม่วงดอง

     วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ "เสี่ยน้อย" และ "เถ้าแก่เนี๊ยะ" วัยกระเตาะของเรากันเลยดีกว่า เริ่มต้นที่ "เสี่ยน้อย" ในอนาคตคนแรก นายนพวิชญ์ ภู่ขำ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เจ้าของธุรกิจมะม่วงดอง เจ้าตัวเผยว่า ตนคิดอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ด้วยเหตุผลที่ว่าเคยกินมะม่วงแช่อิ่มแล้วมีรสชาติหวานอย่างเดียว ซึ่งตนคิดว่ามะม่วงแช่อิ่มควรจะมีรสชาติ เปรี้ยว หวาน เค็ม ครบรสน่าจะขายได้

     "ที่ภาคใต้บ้านของผมมีมะม่วงพันธ์อร่อยชื่อว่า มะม่วงเบา เป็นมะม่วงลูกเล็กที่มีเฉพาะทางภาคใต้แถบจังหวัดสงขลา พัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช มีความหอมและเปรี้ยวจัดอยู่ในตัวอยู่แล้ว ผมจึงลองนำมะม่วงมาดองออกมาก็จะได้รสชาติที่กรอบอร่อยไม่หวานเลี่ยน โดยที่ไม่ต้องใช้สารกรอบและสารกันบูดเลย ในอนาคตผมทำแบรนด์มะม่วงดวงให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งโลโก้และแบรนด์ที่ติดหูติดตา จึงได้เข้าร่วมโครงการตั้งไข่ธุรกิจ (EGG Project) เพื่อรับคำชี้แนะจากคณาจารย์และทำความฝันไม่ให้เป็นเพียงแค่ความฝันอีกต่อไป"

     ด้วยความมุ่งมั่นและคติประจำใจของน้องนพวิชญ์ว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเริ่มต้น คือ ต้องลงมือปฏิบัติ" คงจะทำให้ "เสี่ยน้อย" คนนี้เป็น "เสี่ยใหญ่" ในวันหน้าอย่างแน่นอน

2013 EggProject-03
"เถ้าแก่เนี๊ยะ" ของนางสาวเปมิกา งามเเพง ธุรกิจอาหารติ่มซำ

     จากรุ่นสู่รุ่นกับธุรกิจอาหารติ่มซำ ธุรกิจครอบครัวของว่าที่ "เถ้าแก่เนี๊ยะ" ของนางสาวเปมิกา งามเเพง ธุรกิจอาหารติ่มซำ Dimsum Mini Buffet นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากบริหารธุรกิจ สาขาผู้ประกอบการ เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยฯ เธอต้องการต่อยอดทางธุรกิจของครอบครัวที่มีอยู่ โดยเลือกเข้าร่วมโครงการตั้งไข่ธุรกิจ (EGG Project) เมื่อผ่านรอบคัดเลือก (Audition) เธอจึงคิดที่จะเปลี่ยนการทำตลาดติ่มซำเสียใหม่ให้แตกต่างจากเดิมโดยพัฒนาเป็นติ่มซำแบบบุฟเฟต์ โดยใช้ชื่อว่า Dimsum Mini Buffet ในราคาเพียง 30 บาท ลูกค้าจะได้ลิ้มรสติ่มซำสูตรภัตตาคารเเต่มีราคาย่อมเยา ซึ่งในขณะนี้เธอเริ่มเปิดร้านแล้วที่บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้า เซียร์ รังสิต ทุกช่วงเย็นของทุกวัน

     "เคยเห็นคุณแม่ทำมาตั้งแต่เด็กค่ะ หนูก็ช่วยทำด้วย ลงมือทำเองตั้งแต่เด็กเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่รักหนูมาก เลยตั้งชื่อร้านติ่มซำเป็นชื่อจริงของหนูว่า เปมิกา หนูมีความตั้งใจสานต่อธุรกิจนี้ และจะสร้างธุรกิจนี้ให้เติบโตในรุ่นของหนูให้ได้"

2013 EggProject-04
นางสาวศิริวรรณ เกิดโภคา

     อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าทานอย่าง"ขนมปั้นขลิบไส้ปลา" สดอร่อย รสชาติกลมกล่อม ไม่มีกลิ่นคาวปลา ของ"นางสาวศิริวรรณ เกิดโภคา" นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ อีกหนึ่งธุรกิจที่มาจากธุรกิจครอบครัว เหตุผลที่เลือกทำขนมปั้นขลิบไส้ปลาเพราะ "ขนมปั้นขลิบของเราจะมีความแตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง เพราะเลือกใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อปลาจริงๆ แตกต่างจากร้านค้าอื่นที่ไม่นิยมนำปลามาทำไส้ขนมเพราะกลัวจะมีกลิ่นคาว แต่ของร้านเราจะมีสูตรเด็ด ทำให้ขนมปั้นขลิบไส้ปลานอกจากจะอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย"

     จุดมุ่งหมายของเธอในอนาคตสำหรับเด็กสาวตัวเล็กๆ เพียงอยากเห็นสินค้าของเธอตั้งอยู่ในจุดท่องเที่ยวต่างๆ ร้านของฝากต่างๆ หวังว่าอีกไม่นานเราคงเห็น "ขนมปั้นขลิบไส้ปลา" วางขายตามร้านค้าของฝากทั่วประเทศ ก็อย่าลืมอุดหนุนกันนะ

 

ที่มา : คอลัมน์ Life on Campus เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ (แหล่งข้อมูล)
วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2556

โดย วสวัตติ์ โอดทวี จากหนังสือพิมพ์เดลี่นิวส์ ฉบับวันพุธที่ 1 มกราคม 2557

 “ผศ.ดร.นภวรรณ คณานุรักษ์” อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในรายการ เศรษฐกิจติดจอ ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา 

     หากพูดถึงแบรนด์สินค้า หลายคนคงนึกถึงแบรนด์สินค้าใหญ่ ๆ ที่มีชื่อคุ้นหู ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่ากับกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ กำลังปั้นแบรนด์สินค้าเข้าสู่ตลาดด้วยเงินทุนที่จำกัด ยิ่งในช่วงการเปิด “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี” นับถอยหลังเหลือเพียงแค่ปีเศษ ๆ ถือเป็นความท้าทาย และเป็นสิ่งใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรีบตื่นตัว แสวงหาโอกาสมาเป็นจุดเริ่มต้นสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองให้เข้าไปอยู่ในใจ ของทุกคน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจอยู่รอดได้ในตลาดอาเซียน

     “ผศ.ดร.นภวรรณ คณานุรักษ์” อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในรายการ เศรษฐกิจติดจอ ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า การสร้างแบรนด์มีความสำคัญอย่างมากกับการตัดสินใจซื้อ ยิ่งถ้าเป็นตลาดอาเซียน ถือเป็นตลาดใหญ่ที่กำลังเติบโต เพราะทุกคนต้องการบริโภค จึงน่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยผลิตสินค้าจำหน่ายในตลาดอาเซียน แต่สิ่งที่น่าห่วงตอนนี้ คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีแบรนด์สินค้าเล็ก ๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ยังขาดประสบการณ์ และทำธุรกิจแบบไม่จริงจัง จากนี้คงต้องเร่งปรับตัว วางแผนการทำธุรกิจใหม่ เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน และสามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดได้

     ยิ่งถ้าเป็นสินค้าของชุมชน ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น สิ่งที่สำคัญหากจะสร้างแบรนด์เพื่อขายสินค้า ต้องสร้างคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการสร้างจุดขายที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันผู้นำท้องถิ่นเองต้องมีความเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังกับการผลิตสินค้า ยกระดับคุณภาพ ไม่ยุ่งเรื่องอื่นจนลืมเรื่องแบรนด์ เริ่มต้นอาจจะสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภคในประเทศได้รับทราบก่อน จากนั้นจึงหาช่องทางขยายในต่างประเทศต่อไป

     อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงตัวของผู้ประกอบการเอง คงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่มีความพร้อมมีเงินทุนสามารถรุกเข้าไปในตลาดกลุ่มอาเซียนได้ ส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการที่ดี ทั้ง ต้นทุน และมีประสบการณ์ และสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เห็นได้จากแบรนด์สินค้าหลายประเภทที่มีชื่อเสียงในตลาดของประเทศไทย

     ส่วนอีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่พร้อม มาตรฐานยังไม่ได้ หีบห่อไม่ได้มาตรฐาน ส่วนมากเป็นกลุ่มอาหาร ที่ยังไม่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นกลุ่มนี้ต้องรีบรุกตื่นตัว หรือเรียกได้ว่า เป็นกลุ่มตั้งรับ หากไม่พร้อมก็ต้องสามารถรองรับการแข่งขัน และประคองธุรกิจให้อยู่รอด โดยต้องตั้งระบบใหม่ทั้งหมดให้ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของลูกค้า

     “พอผู้ประกอบการคิดจะสร้างแบรนด์แล้ว แต่คิดไม่ถูกว่าจะใช้ชื่ออะไร ดีไซน์รูปแบบออกมาอย่างไรดี เรื่องนี้แก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแค่ขอให้วางคอนเซปต์ของสินค้าให้ถูกต้อง สร้างแบรนด์ให้คนสามารถจินตนาการถึงสินค้าของเราได้ แต่ถ้าผู้ประกอบการรายใดบอกว่า ทำไม่เป็นก็สามารถจ้างนักดีไซน์มาช่วยทำก็ได้ โดยตอนนี้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ คอยแนะนำ ที่สำคัญใช้งบประมาณไม่มากเท่าไปให้เอกชนออกแบบดีไซน์ เช่น หากผู้ประกอบการจะขายสินค้าที่เป็นอาหารก็ปรึกษาสถาบันอาหารว่า จะพัฒนาคุณภาพอาหารอย่างไร ให้ศูนย์การสร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี ช่วยออกแบบหีบห่อให้ และต้องบอกเขาด้วยว่าอยากได้อย่างไร”

     สำหรับการวางกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ มีวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ 2 วิธี เริ่มจากการเรียนรู้ก่อนว่า สินค้าที่ต้องขายจะต้องขายใคร โดยกำหนดกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน ว่า สินค้านี้จะขายคนกลุ่มรากหญ้า กลุ่มข้าราชการ พนักงานเอกชน ต้องระบุให้ชัด เพื่อจะได้ผลิตสินค้ามาตอบสนองกลุ่มลูกค้าให้ได้รับความพึงพอใจ ไม่จำเป็นต้องมองภาพกว้าง เช่น จะขายคนไทย หรือขายคนอาเซียน เพราะถือว่ามีความเสี่ยง ต่อมาเมื่อรู้แล้วว่าจะขายใคร ต้องสร้างจุดขายให้ผู้ซื้อรับทราบว่า สินค้านี้มีจุดเด่นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เช่น มีคุณภาพ อร่อย หรือบริการดี เพราะสิ่งนี้ถือเป็นคำมั่นสัญญาให้ลูกค้าว่า เมื่อซื้อสินค้าไปแล้วมีคุณภาพเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่อ้างว่า สินค้าของบริษัทมีคุณภาพแต่พอใช้แล้วกลับไม่เป็นไปตามนั้น และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ การผลิตสินค้าต้องรู้จักความพอเพียง และประมาณตน

     อย่างไรก็ตามตัวของผู้ประกอบการเอง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องลงทุนดีไซน์สินค้า อย่ากลัวเรื่องต้นทุน เพราะสิ่งที่ได้กลับมา ถือเป็นประโยชน์ที่ตัวผู้ประกอบการจะได้รับในระยะยาว และเมื่อได้ตัวสินค้าที่มีรูปแบบหีบห่อชัดเจน กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้เรียบร้อย ช่องทางการขายก็สามารถดำเนินการได้หลายวิธี อย่างเช่นตัวอย่างง่าย ๆ คือการทำตลาดออนไลน์ ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ผู้ประกอบการใดที่ต้องการเสนอแบรนด์ของตัวเองก็สามารถเปิดเพจขึ้นมา แต่ไม่ใช่แค่จะเน้นขายสินค้าอย่างเดียว ต้องสอดแทรกสาระ เคล็ดลับต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากตัวสินค้าให้น่าสนใจดึงดูดให้ผู้บริโภคซึบซับ จากนั้นจึงค่อยแนะนำตัวสินค้า

     “การสร้างแบรนด์ทำได้ไม่ยาก แต่ต้องเริ่มต้นทำ และต้องใส่ใจ หยุดนิ่งไม่ได้ เพราะอนาคตเมื่อตลาดอาเซียนเปิด ผู้ประกอบการจะได้รู้ทัน อยู่รอด และได้ประโยชน์ จนสามารถเห็นผลกำไร” ดร.นภวรรณ กล่าวทิ้งท้าย.

 

ที่มา : เว็บไซต์เดลี่นิวส์ (แหล่งข้อมูล)

  เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้ลงนามเข้าเป็นภาคีในข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) เมื่อปี พ.ศ.2555 และได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการลงทุนทางสังคม โดยสำนักงานเลขาธิการว่าด้วยหลักการลงทุนทางสังคม ซึ่งเป็นความริเริ่มที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติ ได้แถลงข่าวถึงการจัดตั้ง “คณะกรรมการเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development Network Board (SDNB) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการส่งเสริม สนับสนุน และประสานเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย ในกรอบระยะเวลา 5 ปีแรก (พ.ศ.2559 - 2563) ภายใต้วาระสังคม 2020 หรือ Society 2020 

     โดยคณะกรรมการเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ และสื่อมวลชน รวมทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่

  • คุณศิริชัย สาครรัตนกุล ประธานกรรมการเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ดร.วัฒนา โอภานนท์อมตะ รองประธานกรรมการเครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
  • ดร.สุนทร คุณชัยมัง กรรมการผู้จัดการบริษัท อิมเมจพลัส คอมมิวนิเคชั่น
  • คุณสุกิจ อุทินทุ รองประธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ กลุ่มบริษัทไมเนอร์
  • รองศาสตราจารย์ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ และประธาน CSR พอเพียง คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ (1,2)

ยุคนี้สมัยนี้การเป็นเจ้าของธุรกิจคง ไม่ใช่เรื่องยาก เห็นได้จากในโลกสังคมออนไลน์ ที่เวลานี้มีพ่อค้าแม่ค้าวัยหนุ่มสาวต่างจับจองพื้นที่ค้าขายกันเป็นจำนวน มาก เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง แต่หลายรายอาจทำไปโดยที่ไม่รู้จักการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ต้องเจ๊งไปแบบไม่เป็นท่า นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจ ไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ล้วนต้องพึ่งพาความรู้ด้านบริหารธุรกิจแทบทั้งสิ้น เพื่อให้กิจการรุ่งเรืองตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่โดดเด่นในการผลิตบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจ และสร้างเจ้าของธุรกิจสู่ตลาดเมืองไทยมาเป็นเวลานาน จึงเห็นความสำคัญดังกล่าว และผุด “โครงการตั้งไข่ธุรกิจ” (Egg Project) ขึ้น เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการ และการเป็นเจ้าของธุรกิจให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย โดย อาจารย์อารดา มหามิตร ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ เล่าว่า โครงการนี้เป็นไปตามนโยบายของอธิการบดีที่เห็นว่ามีนักศึกษาจำนวนมากทำ ธุรกิจควบคู่ไปกับการเรียน จึงอยากให้ส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม และถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้เด็กทำธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งได้เริ่มโครงการมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว

“เราเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเรียนอยู่คณะ หรือชั้นปีใด สามารถสมัครเข้าโครงการได้หมด เพียงแต่ต้องมีความตั้งใจทำธุรกิจจริง ๆ โดยขณะนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกได้ทำธุรกิจแล้วประมาณ 40 ราย ซึ่งมีทั้งการต่อยอดธุรกิจเดิมที่นักศึกษาทำอยู่ และสร้างธุรกิจใหม่ ทั้งนี้ล่าสุดมหาวิทยาลัยได้เปิดร้าน Egg Coffee Society ให้นักศึกษาที่สนใจทำธุรกิจร้านกาแฟ และเบเกอรี่ ใช้เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์จริง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย โดยมีพี่เลี้ยงมาช่วยบ่มเพาะ และแนะนำการดำเนินธุรกิจให้ เรียกได้ว่าโครงการนี้นอกจากจะได้ความรู้แบบเต็ม ๆ แล้ว ยังมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย” 

“พี” นายพงศธร นามอักษร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน ซึ่งทำงานอยู่ในร้าน Egg Coffee Society ขอการันตี ว่า เป็นโครงการที่ดีมาก ช่วยสานฝันการเป็นเจ้าของธุรกิจให้เป็นจริง โดยร้านนี้มีนักศึกษาร่วมกันบริหารงาน 12 คน ทุกคนจะใช้เวลานอกเหนือจากการเรียนมาดูแลร้าน ซึ่งทุกคนจะสลับกันทำงานในทุกตำแหน่ง เช่น แคชเชียร์ ชงกาแฟ และพนักงานเสิร์ฟ จึงมั่นใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างกิจการของตนเองได้อย่างแน่นอน“ความพยายามอยู่ ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” สุภาษิตประโยคนี้คงจะเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ นักศึกษาได้ตั้งใจใฝ่เรียนรู้ เพื่อวันข้างหน้าจะได้มีอนาคตที่สดใส และเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีธุรกิจมั่นคงตลอดไป.

 รายละเอียดข่าวจาก นสพ.เดลินิวส์ และเดลินิวส์ออนไลน์  1 ธันวาคม 2557

ขอบคุณภาพจาก กองประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการพัฒนาบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ คณะกรรมการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ หอการค้าไทยจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กับองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนในการเสริมทักษะในการปฏิบัติงานจริงให้แกนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเหมาะสมกับความต้องการของผู้ประกอบการและเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้อง The Residence โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558