คณะบริหารธุรกิจในข่าวและสื่อต่าง ๆ

เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย : ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกรุก...เออีซี

คอลัมน์เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย - ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกรุก...เออีซี
โดย มาริสา ช่อกระถิน จากหนังสือพิมพ์เดลี่นิวส์ ฉบับวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556

itn2013 retail

เข้าใกล้เข้ามาทุกที… กับการรวมกันเป็นหนึ่งของชาติอาเซียนที่ต้องยอมรับว่าจะเป็นการสร้างโอกาส มากมายให้กับคนไทยทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยและผู้ประกอบการไทยได้เตรียมตัวรับโอกาสที่กำลังเข้า มานั้นมากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะ “ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก” ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกกำลังกว้างขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากสัดส่วนของมูลค่าค้าปลีกไทยที่เติบโตขึ้น เปรียบเทียบจากปี 50 ที่ขณะนั้นมีมูลค่าเพียง 1.2 ล้านล้านบาท แต่พอมาถึงปี 54 เติบโตเป็น 1.4 ล้านล้านบาท และในปี 55 จะเติบโตขึ้นอีกอย่างน้อย 6-7% เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกก็เพิ่มสูงมาก เช่นกันไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ ที่มีอัตราเติบโตสูงสุดถึง 38.43% หรือเวียดนาม ที่เติบโต 11.89% ส่วนอินโดนีเซีย เติบโต 11.38% ขณะที่การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกสูงสุดถึงร้อยละ 38.43 ในขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียมีอัตราการขยายตัวใกล้เคียงกันอยู่ที่ มาเลเซียเติบโตน้อยที่สุดที่ 3.75%

ดร.โรจนศักดิ์ โฉมวิไลลักษณ์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้บอกผ่านรายการเศรษฐกิจติดจอ ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ตามจริงแล้วธุรกิจค้าส่งค้าปลีกนั้นไม่ได้หมายถึงการขายสินค้าอุปโภคบริโภค เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการให้บริการทุกประเภทอีกด้วย รวมถึงทุกอย่างที่มีการปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคคนสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าตามห้างสรรพสินค้า คอนวีเนียนสโตร์ โมเดิร์นเทรด หรือแม้แต่การให้บริการทางการแพทย์ก็ถือว่าเป็นธุรกิจค้าปลีกด้วยเช่นกัน

หากถามว่าในปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการไทยพร้อมหรือยังที่จะฉกฉวยโอกาสของการ รวมตัวเป็นหนึ่งของชาติอาเซียนที่ทำให้ตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 600 ล้านคน ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับ ’รายใหญ่และรายกลาง“ แล้วแทบไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีสายป่านยาวมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่อาจพบเจอกับอุปสรรคทางการค้าการขายบ้างโดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายของแต่ ละประเทศที่ต้องให้ความสำคัญและเข้าให้ถึง ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องของการค้าเท่านั้นแต่ยังมีเรื่องของสังคม วัฒนธรรม มีเรื่องของการเมืองและความมั่นคงอาเซียน

ขณะเดียวกันอาจมีปัญหาในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ที่ยังไม่เพียงพอ แม้ว่าจะมีการเปิดสถาบันผลิตบุคลากรทางด้านค้าปลีกเป็นการเฉพาะขึ้นมาสำหรับ รายใหญ่บางรายก็ตาม แต่ทรัพยากรมนุษย์ที่ได้มายังเป็นเพียงแค่ฝ่ายปฏิบัติการ แต่ยังขาดในด้านของการบริหาร ด้านวางแผนการตลาด เป็นต้น ณ เวลานี้ หากเข้าไปในซูเปอร์สโตร์หรือคอนวีเนียนสโตร์ บางแห่ง จะเห็นได้ว่า บางคนไม่เข้าใจสินค้า ไม่เข้าใจการบริการ ไม่มีเซอร์วิสมายด์ รวมไปถึงภาษาที่ใช้สื่อสาร ที่ไม่สามารถจะใช้เพียงภาษาเดียวอีกต่อไป

แต่ในส่วนของ “รายเล็ก” เองแล้วเชื่อได้เลยว่า…แค่ตั้งรับในฐานที่มั่นของตัวเองก็…เหนื่อย…แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการออกไปแสวงหาโอกาสข้างนอก เพราะปัจจุบันหากมองเฉพาะเรื่องของร้านค้าปลีก หรือที่เราติดปากเรียกกันว่าร้านโชห่วย ที่เป็นธุรกิจของคนไทยได้ลดน้อยถอยลงไปมาก หลัง “โมเดิร์นเทรด” เกิดขึ้นมากในหลากหลายรูปแบบและเป็นการรุกเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติที่มี ทั้งเข้ามาเองและเข้ามาร่วมทุนกับคนไทย

ไม่เพียงเท่านี้กระแส “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ที่กำลังโด่งดังกำลังบูมในขณะนี้ได้ทำให้รูปแบบการค้าการขายเปลี่ยนไปสู่การ ค้าที่ไม่มีหน้าร้านกำลังรุกตลาดและมาแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากที่มาตามเว็บไซต์และเฟซบุ๊กที่กำลังเป็นที่นิยมและกลายเป็นคู่แข่ง ทางการตลาดที่สำคัญเพราะต้นทุนต่ำ

ดร.โรจนศักดิ์ บอกว่า “การตั้งรับในที่มั่น” ของรายย่อยนี้ ต้องสร้างความโดดเด่นของตัวเองขึ้นมา เช่น ฟู้ด สตรีท หรืออาหารข้างทาง จะทำอย่างไรให้โดดเด่น สร้างมูลค่าให้กับสินค้าด้วยการสร้างเรื่องราว ใส่วัฒนธรรม ให้เป็นจุดขาย หรือมีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะอาหารประจำชาติอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกให้กับ “ชาวจีน” ที่ประสบความสำเร็จมาก  หรือแม้แต่การเลือกสถานที่ที่สร้างโอกาส ทั้งในเมืองและชนบท ก็ต้องทำให้เกิดความแตกต่าง หรือแม้แต่บริเวณพื้นที่ตามตะเข็บชายแดน ที่แม้เวลานี้มีการแสวงหาโอกาสกันมากเพราะมีการเคลื่อนย้ายของแรงงานของคน อยู่แล้ว

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเองก็ต้องเข้ามาดูแล เข้ามาสร้างมาตรฐาน ทั้งคุณภาพของสินค้า ทั้งความปลอดภัย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น รวมไปถึงการกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าจะเร่งสร้างผู้ประกอบการหรือไม่ จะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และพร้อมหรือยังที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการของไทยแข่งขันกับต่างชาติให้ ได้โดยเฉพาะ “สิงคโปร์” ที่จะทำอย่างไรให้ไทยไม่ใช่แค่เมืองแห่งการผลิตเท่านั้น จะทำอย่างไรให้ไทยมีบทบาทเช่นเดียวกับสิงคโปร์ ตรงนี้! เป็นเรื่องที่น่าคิด…

อย่างไรก็ตามในแง่ของมหาวิทยาลัยหอการค้าเอง ในฐานะที่เป็นองค์กรด้านการสร้างความรู้ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยได้เปิดหลักสูตรใหม่คือ “MBA สาขาการจัดการการตลาดค้าปลีก” เพื่อสร้างบุคลากรให้พร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงกับตลาดค้าปลีก ที่มีการบูรณาการความรู้ด้านบริหารธุรกิจ หลักเศรษฐศาสตร์ การตลาด การจัดการโลจิสติกส์ รวมไปถึงแนวคิดวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีทักษะการตัดสินใจเพื่อใช้ใน การดำเนินธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จต่อไป โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคธุรกิจในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกมาช่วยถ่ายทอด ประสบการณ์และเพิ่มมุมมองใหม่ ๆ ด้วย.

 

แหล่งที่มา : http://www.dailynews.co.th/businesss/186971