คณะบริหารธุรกิจในข่าวและสื่อต่าง ๆ

เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย : ถึงเวลา… เอสเอ็มอีท่องเที่ยวไทย เตรียมรับมือเออีซี

คอลัมน์เออีซีกับ ม.หอการค้าไทย - ถึงเวลา... เอสเอ็มอีท่องเที่ยวไทย เตรียมรับมือเออีซี
โดย วสวัตติ์ โอดทวี จากหนังสือพิมพ์เดลี่นิวส์ ฉบับวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2556

int2013 TourismSMEs

"การท่องเที่ยว" จัดเป็นพระเอกที่สร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้กับไทยมายาวนาน ด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับโลก ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่ต้องฝ่าฟันสารพัดอุปสรรคเพื่อความอยู่รอด

ยิ่งในช่วงที่ถนนทุกสายของโลกพุ่งตรงมายังภูมิภาคเนื้อหอมอย่าง "อาเซียน" ที่กำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงถือเป็นความท้าทายอย่างสำคัญหนึ่งของผู้ประกอบการที่ต้องศึกษาเตรียมความพร้อมปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

"ดร.ธนธร วชิรขจร" ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว (ภาคภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ขยายความเรื่องนี้ใน "รายการเศรษฐกิจติดจอ" ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า หลายคนอาจคิดว่ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านการท่องเที่ยว มีเฉพาะผู้ประกอบการที่พัก รีสอร์ท แต่จริง ๆ แล้วยังมีภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น ธุรกิจการดูแลสุขภาพ และความสวยความงาม รวมทั้งธุรกิจที่ให้บริการรถ หรือเรือ ยิ่งเมื่อเปิดเออีซี กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีอยู่ทั้งหลาย ต่างเห็นโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องลงทุนทำธุรกิจ ที่สามารถทำกำไรให้ได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างไร แต่การท่องเที่ยวของไทยยังสามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ตลอดเวลา

แต่เมื่อเปิดเออีซีจริง ๆ กลุ่มเอสเอ็มอีท่องเที่ยวไทย ยังต้องปรับปรุงและเตรียมความพร้อมอีกพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาภาษาอังกฤษ ที่เป็นข้อด้อยของคนไทยอย่างแท้จริง โดยต้องพัฒนาให้สามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งเชื่อว่าตอนนี้ยังมีเวลาอยู่อีก 2 ปี ก็เป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินฝันถ้าเริ่มพัฒนาตั้งแต่วันนี้ นอกจากนี้ต้องพัฒนาความรู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจ เพราะปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กยังขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินงาน

อย่างน้อย...ต้องการให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เห็นว่า หากการบริหารการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วจะทำให้ได้ประโยชน์ ได้เงิน และมีรายได้ เช่น เห็นชุมชนนั้นชุมชนนี้ได้เงินจากเรื่องท่องเที่ยว เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ทำตาม แต่ข้อเสียตอนนี้ คือยังไม่มีใครพูดถึงเพราะบางครั้งเมื่อพูดถึงการบริหารกลุ่มเอสเอ็มอีก็มองเรื่องการลงทุนก่อน และถ้าลงทุนไปแล้วด้วยความเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เงินทุนหมดลงไปโดยที่ยังไม่ได้กำไรมาหมุน ทำให้ไปต่อได้อย่างยากลำบาก หากจะหาแหล่งเงินทุนใหม่ยิ่งลำบากมากกว่าเสียอีกด้วยข้อจำกัดที่ว่าเป็น "ธุรกิจขนาดเล็ก"

ดร.ธนธร บอกด้วยว่าเวลานี้ สิ่งสำคัญของเอสเอ็มอีที่ต้องทำคือ การสร้างความเข้มแข็งจากตัวเองก่อน เพราะตลาดท่องเที่ยวเป็นตลาดสามารถขายได้เสมอ อยู่ที่ว่าต้องบริหารจัดการให้ดี หนึ่งในนั้นผู้นำต้องเข้มแข็ง เพราะตัวอย่างมีให้เห็นในหลายกรณีอยู่แล้วในหลาย ๆ พื้นที่หลาย ๆ แหล่ง โดยก่อนหน้าจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็เปิดรับทุกอย่าง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ส่วนสินค้าหรือธุรกิจที่ทำอยู่ นอกเหนือจากการขายให้นักท่องเที่ยว ยังจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงให้ถึงตลาดต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นด้วยความยั่งยืน บนพื้นฐานความเป็นเสน่ห์ของชุมชนที่ยังคงไว้

ส่วนเรื่องการแข่งขันกับเพื่อนบ้านนั้น ณ เวลานี้ต้องหันกลับมามองดูที่ตัวเองก่อนว่าจะ "แข่งกับตัวเอง" อย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องเหลียวหน้าแลหลังไปถึงเพื่อนบ้านที่กำลังมาแรงอย่าง "พม่า" เพราะเวลานี้เรื่องการท่องเที่ยวของพม่านั้นเดินหน้าอย่างรวดเร็วมาก แต่อาจติดขัดบ้างในเรื่องของเส้นทางที่ยังไม่สะดวกสบายมากนัก หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเมือง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่มีอยู่ได้

แต่ทว่า หากวันหนึ่งวันใด พม่าสามารถพัฒนาขึ้นมาจนมีความพร้อม "ไทย" คงต้องเกิดอาการร้อน ๆ หนาว ๆ กันบ้าง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้เวลานี้ คือ จะทำอย่างไรที่ต้องพยายามรักษาสภาพของการท่องเที่ยวเหล่านี้ไว้ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ให้ชุมชน และผู้ประกอบการที่เป็นชาวบ้าน รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีจริง ๆ มีเรื่องที่ต้องเริ่มทำก่อนคือสร้างจิตสำนึก ทำให้รู้ว่าชุมชนที่อยู่นั้นมีคุณค่า ต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็อาจต้องออกกฎระเบียบข้อบังคับเข้ามาควบคุม เช่น ให้เทศบาลเจ้าของพื้นที่นั้น ออกกฎหมายบังคับไม่ให้มีการลงทุนธุรกิจ หรือก่อสร้างอาคารที่มีมูลค่าเกินหลักหลายสิบล้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาหาประโยชน์มากเกินไป ขณะเดียวกันต้องร่วมกันอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ ให้เหมือนเดิมด้วย

สุดท้ายปลายทาง...คงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่เข้าไปดูแล โดยอาจใช้เครือข่ายที่มีอยู่ เช่น กลุ่ม อสม. กลุ่มแม่บ้าน ผู้ค้า เข้ามาช่วยเหลือ สร้างความเชื่อมโยง รวมทั้งให้ความรู้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยหอการค้าเอง ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย เพราะตอนนี้มีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจมีเงินทุน มีพี่เลี้ยง และที่ปรึกษาให้คำแนะนำ จะเริ่มธุรกิจไปในทิศทางไหนดี โดยหนทางที่นำเสนอมาทั้งหมด เชื่อว่าทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

ดร.ธนธร ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในสายตาของนักท่องเที่ยวแล้ว "ไทย" ยังเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะมีความหลากหลาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่า มีความเป็น "วาไรตี้" ที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้หลายรูปแบบนั่นเอง.

 

แหล่งที่มา : http://www.dailynews.co.th/businesss/225764